TWTERMINAL WASUT
Portrait of Wasut Pornpatcharapong
Immigration portrait / 01CNX
Immigration / Identity control

AboutWasut

รวมพลังนักวิทยาศาสตร์ นักเดินทาง นักวิ่งมาราธอน และศิลปิน เพื่อสร้างปัญญาไม่ประดิษฐ์ (Authentic Intelligence) เพื่อนำไปสู่การทะยานอย่างไม่หยุดยั้งอย่างแท้จริง ตลอดไป และชั่วนิรันดร์!!

Immigration record / Personal manifesto

เทอร์มินัลที่ไอเดียอันหลากหลายมาบรรจบและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

ผม วสุท พรพัชรพงศ์ (Wasut Pornpatcharapong) หรือ ขุน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักการศึกษา และผู้สร้างงานข้ามศาสตร์ ปัจจุบันผมอยู่ที่เชียงใหม่ แต่เกิดและเติบโตที่อุดรธานี ผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลตอน ม.ต้น (อุดรพิทย์ ม.3 รุ่น 100 ปี) และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พญาไท) รุ่น 65 ตอน ม.ปลาย และได้รับทุนรัฐบาลกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อศึกษาต่อด้านนาโนเทคโนโลยีหลังจบ ม.6 จากจุดนั้น เส้นทางการศึกษาพาผมให้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ Northwestern University ในระดับปริญญาตรี จนถึง University of California, San Diego ในระดับปริญญาเอก ก่อนจะกลับมายังภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เป็นจุดหมายของการทำงานใช้ทุนในตอนแรก

ปัจจุบัน ผมเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมดิจิทัล วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยงานและวิชาชีพของผมผสมสานการคำนวณเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific computing) การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) วิทยาการข้อมูล และนวัตกรรมดิจิทัล นอกเหนือจากนี้ ผมยังได้รับการรับรองเป็นที่ปรึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Organizational Carbon Footprint Advisor) และสอบผ่านวุฒิบัตรการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางวิชาการของผมยังคงอยู่ในสาขาเคมีทฤษฎีและเคมีคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วงเวลาที่ผมศึกษาอยู่ที่ University of California, San Diego คือการฝึกฝนอย่างเข้มข้นในศาสตร์ที่ลึกซึ้งทางฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์เพื่อมาประยุกต์ใช้ในทางเคมี และศาสตร์เหล่านี้ได้หล่อหลอมวิธีที่ผมใช้มองและแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ผมยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามพื้นฐานเดียวกับที่เคยดึงดูดผมเข้าสู่โลกของวิทยาศาสตร์ตั้งแต่แรกว่า

เราจะสามารถเข้าใจโลกนี้ได้มากเพียงใด หากเรากล้าตั้งคำถามที่ยากและบ้าบิ่นพอ และกล้าที่จะสร้างเครื่องมือที่จำเป็นขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของมัน?

เส้นทางวิชาการของผมนั้นเรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลาน และเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ยึดติดกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นแทบจะโดยบังเอิญที่ Northwestern ราวปี 2008 เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง และเพิ่งพบว่าห้องนั้นกำลังสอนวิชาเคมีควอนตัมใน section ที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะลงเรียนเลย เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนั้นเปลี่ยนเส้นทางวิชาการของผมไปตลอดกาล จากการที่คิดว่าเคมีคือการใช้ชีวิตทำงานในห้องปฏิบัติการ ไปสู่โลกของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตัวเลข สมการ และทฤษฎีนามธรรม จนอีกเกือบสองทศวรรษต่อมา ผมกลายมาเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาวิธีการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการคำนวณพลังงานอิสระในระบบเคมีที่ซับซ้อน ตั้งแต่ neural-network surrogates, Gaussian process regression ไปจนถึง Markov state models พร้อมกับสร้างกรอบวิธีคิดและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้วิธีการเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ได้จริง งานของผมจึงเปรียบเสมือนแกงโฮะหรือยำใหญ่ ที่รวมทั้งเคมีคอมพิวเตอร์ การเรียนรู้ของเครื่องเชิงวิทยาศาสตร์ แบบจำลองเชิงสุ่ม ความยั่งยืนและการบัญชีคาร์บอน การศึกษา ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทน (agentic artificial intelligence) ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน และผมเองไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความสนใจหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย และสำหรับผมแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่เมื่อนำมารวมกันแล้วสามารถนำมาใช้ทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน และเส้นแบ่งระหว่างศาสตร์เป็นเพียงแค่แผนที่ ไม่ใช่กำแพงที่ล้อมความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้

แต่ที่บ้ายิ่งกว่าเส้นทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ของคนที่เดินทางมาถึงจุดนี้ ก่อนที่ผมจะนิยามตัวเองทางวิชาการว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญข้ามศาสตร์ ผมได้เรียนรู้ที่จะออกเดินทางไปบนโลกกว้างเพียงลำพังแรมเดือนมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ประเทศไทยจะรู้จักอินฟลูเอนเซฮร์สายท่องเที่ยวชื่อดังเสียอีก โดยการผจญภัยครั้งแรกของผมคือการเดินทางหนึ่งเดือนในปี 2009 ไปตามเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก—รถไฟสายทรานส์ไซบีเรียจากนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปจนถึงวลาดิวอสต็อก ประเทศรัสเซีย ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยคนเดียวอีกหลายครั้งในพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็น เกาะอีสเตอร์ ถนนที่ได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลกที่ประเทศโบลิเวีย เหมืองยุคอาณานิคมที่ความสูงมากกว่า 4,000 เมตร ทุ่งหญ้าสเตปป์ของมองโกเลีย ประเทศเกาหลีเหนือที่ปิดตัวจากโลกภายนอก การเดินเท้าห้าวันในปาตาโกเนีย หรือแม้กระทั่งการพิชิตยอดเขาคิลิมันจาโร และสำหรับผมที่เติบโตมาจากสายวิชาการจ๋าแล้ว การเดินทางสอนผมว่า ไม่มีสถาบัน วัฒนธรรม วิชาชีพ หรือโลกทัศน์ใดเพียงหนึ่งเดียวที่จะครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมดของชีวิตได้ และบทเรียนจากทุก ๆ การผจญภัยของผมกลับมีความหมายอย่างคาดไม่ถึงในเวลาต่อมา เพราะทุกครั้งที่แผนที่ชีวิตใบหนึ่งดูเหมือนจะสิ้นสุดลง ผมรู้จากประสบการณ์อยู่แล้วว่า ยังมีโลกอื่นอยู่อีกฟากหนึ่งของพรมแดนนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหม่ ศาสตร์ใหม่ วิชาใหม่ หรือแม้กระทั่งงานใหม่ และความกล้าที่จะท้าทายสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนี้ มันมาจากประสบการณ์ ความอยากรู้อยากเห็น และความบ้าบิ่นในวัยเยาว์ของผมที่ออกเดินทางท่องโลกแรมเดือนตามลำพังนั่นเอง

นอกเหนือจากการเดินทางผจญภัยท่องโลกแล้ว การวิ่งกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิตผมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เริ่มต้นจากความพยายามดูแลสุขภาพ จากวันแรกที่วิ่งสามกิโลก็ถอดใจยอมแพ้ ก็ค่อย ๆ เติบโตไปเป็นการฝึกมาราธอน จนสามารถจบมาราธอนแรกหลังเริ่มวิ่งได้ในเวลา 4 เดือนครึ่ง และครั้งหนึ่งในชีวิต ผมเคยฝันถึงการวิ่งระยะไกล เส้นทางภูเขา และความสัมพันธ์แบบใหม่กับคำว่า “ความอดทน” และ The Runner หรือตัวตนนักวิ่งของผมสอนสิ่งหนึ่งที่ทั้งโลกวิชาการและการเดินทางไม่เคยสอนผมในแบบเดียวกัน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อะไรก็ตาม มักเกิดจากการทำสิ่งธรรมดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ก่อนที่เราจะมองเห็นหลักฐานภายนอกเสียอีกว่ามีอะไรเปลี่ยนไป หลักคิดเดียวกันนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่ผมทำงานในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ครู ผู้สร้างสรรค์ และผู้ลงมือสร้างสิ่งใหม่ ๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จำนวนมาก เริ่มต้นจากกระบวนการเงียบ ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมอยู่ใต้สิ่งที่เรามองเห็นจากภายนอก

ดังนั้น ผมจึงไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นการรวมกันของหลายบทบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หากแต่มองว่าทั้งหมดคือการแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างกันของแรงขับในการสร้างสรรค์เดียวกัน

The Scientist — นักวิทยาศาสตร์ผู้แสวงหาความจริง

The Traveler — นักผจญภัยผู้ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในโลกกว้าง

The Runner — นักวิ่งผู้มอบพลังแห่งความอดทน

The Artist — ศิลปินผู้สร้างความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ

ดังนั้น Terminal Wasut จึงเป็น “อาคารผู้โดยสาร” ที่เชื่อมโยงมิติเหล่านี้เข้าด้วยกัน ที่นี่เป็นทั้งบ้านทางวิชาชีพของผม และบันทึกที่ยังคงเติบโตไปพร้อมกับความคิด การเดินทาง งานวิจัย งานสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ยังคงหล่อหลอมตัวผมอยู่เสมอ หากมีหลักการเพียงข้อเดียวที่เชื่อมโยงทุกสิ่งใน Terminal แห่งนี้เข้าด้วยกัน มันก็คงเป็นหลักการง่าย ๆ ว่า จงอยากรู้อยากเห็นมากพอ และบ้าให้มากพอที่จะทำอะไรใหม่ ๆ จงเคร่งครัดกับความจริงให้มากพอที่จะยอมให้เราสัตย์จริงต่อตัวเราเอง และจงเป็นอิสระให้มากพอที่จะสร้างสิ่งที่ยังไม่เคยมีบนโลกใบนี้ ให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา

ยินดีต้อนรับสู่ Terminal Wasut! Immigration ขอต้อนรับเพื่อนนักเดินทางจากทุกแห่งสู่ดินแดนแห่งนี้ และเชิญเพื่อน ๆ มาสำรวจดินแดนแห่งนี้ไปด้วยกัน ขอให้ทุกคนสนุกกับการผจญภัยและการเดินทาง!!